ข้ามไปเนื้อหา
KoomNa
แก้วเก็บความเย็นขนาด 1 ลิตรพร้อมหูจับและหลอด
คู่มือช้อปปิ้ง

แก้วเก็บความเย็น 1 ลิตรดีไหม? เหมาะกับใครและเลือกอย่างไรให้คุ้ม

เขียนโดย KoomNaเผยแพร่ ตรวจสอบล่าสุด

แก้วเก็บความเย็นขนาด 1 ลิตรคุ้มสำหรับคนที่ดื่มน้ำเยอะระหว่างวัน นั่งทำงานนาน ขับรถไกล หรือไปยิมบ่อย เพราะเติมครั้งเดียวอยู่ได้ครึ่งวัน แต่ถ้าคุณพกแก้วใส่กระเป๋าเล็กหรือเดินทางด้วยรถสาธารณะเป็นหลัก ขนาดนี้จะหนักและเทอะทะเกินไป

ก่อนเลือกรุ่น ลองนึกภาพตอนใส่น้ำเต็มแก้วก่อน น้ำ 1 ลิตรหนัก 1 กิโลกรัมแล้ว ยังไม่รวมน้ำหนักแก้วเอง ถ้ารับน้ำหนักนี้ได้ เรื่องที่ต้องดูต่อคือฝา ฐาน และความยากง่ายในการล้าง ซึ่งเป็นสามเรื่องที่ทำให้คนเลิกใช้แก้วใบใหญ่บ่อยที่สุด

แก้วเก็บความเย็นทำงานยังไง

แก้วเก็บอุณหภูมิส่วนใหญ่เป็นสแตนเลสสองชั้น ช่องระหว่างผนังสองชั้นถูกดูดอากาศออกจนเป็นสุญญากาศ ความร้อนจากภายนอกจึงผ่านเข้าไปได้ยาก น้ำแข็งละลายช้า และผิวแก้วด้านนอกไม่เปียกเหงื่อแม้ใส่น้ำเย็นจัด

ถ้าวันหนึ่งผิวด้านนอกเริ่มมีหยดน้ำเกาะ หรือร้อนตามเครื่องดื่มข้างใน แปลว่าสุญญากาศรั่วแล้ว มักเกิดหลังแก้วตกจนบุบ แก้วใบนั้นจะเก็บอุณหภูมิได้ไม่ดีเท่าเดิมอีก

ส่วนที่เก็บอุณหภูมิได้แย่ที่สุดของแก้วไม่ใช่ตัวแก้ว แต่เป็นฝา ฝาที่มีรูหลอดหรือช่องยกดื่มเปิดอยู่ ความเย็นก็ออกทางนั้น แก้วรุ่นเดียวกันจึงเก็บความเย็นได้นานต่างกันมาก แล้วแต่ว่าใช้ฝาแบบไหน

วิธีเลือกแก้วเก็บความเย็น 1 ลิตร

1. ดูว่าฝากันรั่วจริง หรือแค่กันกระเด็น

คำว่า "มีฝาปิด" ไม่ได้แปลว่ากันรั่ว แก้วทรงใหญ่มีหูจับหลายรุ่นออกแบบให้วางตั้งบนโต๊ะเท่านั้น ฝาช่วยกันฝุ่นและกันน้ำกระฉอกตอนเดิน แต่ถ้าวางนอนในกระเป๋า น้ำก็ซึมออกได้

ถ้าตั้งใจพกใส่กระเป๋า ให้หาคำว่ากันรั่วในรายละเอียดสินค้า และอ่านรีวิวที่พูดถึงการพกจริง ถ้าร้านไม่ระบุ ให้ถือไว้ก่อนว่าเป็นแก้ววางโต๊ะ อย่าเอาไปวางคู่กับโน้ตบุ๊ก

2. วัดช่องวางแก้วในรถก่อนสั่ง

แก้ว 1 ลิตรมักอ้วน ถ้าใช้ในรถบ่อย ให้วัดเส้นผ่านศูนย์กลางช่องวางแก้วก่อน แล้วเทียบกับขนาดฐานแก้วในหน้าสินค้า หลายรุ่นทำฐานเรียวให้ใส่ช่องวางแก้วได้ แต่ไม่ใช่ทุกรุ่น และหูจับก็อาจชนคอนโซล

ความสูงก็สำคัญด้วย แก้วที่สูงเกินไปจะเอียงหรือล้มง่ายเวลาเบรก

3. นับชิ้นที่ต้องถอดล้าง

แก้วที่มีหลอด ฝาหลายชั้น และยางซีลหลายวง ล้างนานกว่าแก้วฝาธรรมดามาก ยางซีลกับซอกฝาเป็นจุดที่คราบและกลิ่นสะสม ถ้าถอดออกมาล้างไม่ได้ ใช้ไปสักพักจะเริ่มมีกลิ่น

ก่อนสั่งให้ดูว่ายางซีลถอดได้ไหม หลอดถอดออกมาแปรงได้ไหม และร้านแถมแปรงล้างหลอดมาด้วยหรือเปล่า ส่วนปากแก้วควรกว้างพอให้ใส่น้ำแข็งก้อนและเอามือหรือฟองน้ำลงไปถึงก้น

4. เช็กวัสดุและการเคลือบผิว

ตัวแก้วด้านในควรเป็นสแตนเลสที่ร้านระบุเกรดชัด เช่น 304 หรือ 18/8 ซึ่งเป็นเกรดที่ใช้กับอาหารทั่วไป ฝาและหลอดมักเป็นพลาสติก ให้ดูว่าร้านระบุว่าปลอด BPA ไหม

ผิวด้านนอกที่พ่นสีหรือเคลือบด้านจะสวยตอนแรก แต่สีลอกได้ถ้าเข้าเครื่องล้างจานบ่อยหรือกระแทกบ่อย ตอนอ่านรีวิวคะแนนต่ำ ให้มองหาสามเรื่องนี้โดยเฉพาะ คือสีลอก ฝารั่ว และกลิ่นตกค้าง

5. เลือกระหว่าง 1,050 กับ 1,200 มิลลิลิตร

หลายรุ่นทำมาสองขนาดใกล้กัน อย่าง แก้วน้ำเก็บอุณหภูมิสุญญากาศ TYESO ที่มีทั้ง 1,050 และ 1,200 มิลลิลิตร มาพร้อมหลอดดูดและหูหิ้ว และร้านระบุว่าเก็บได้ทั้งร้อนและเย็น

ขนาด 1,050 มิลลิลิตรเหมาะกับวางโต๊ะทำงานหรือพกไปยิม ถือได้ง่ายกว่า ส่วน 1,200 มิลลิลิตรเหมาะกับคนที่ดื่มน้ำมากหรือเติมน้ำระหว่างวันไม่สะดวก ส่วนต่าง 150 มิลลิลิตรดูไม่มาก แต่แก้วใบใหญ่กว่าก็สูงกว่าและหนักกว่า ถ้าต้องใส่ช่องวางแก้วในรถ ขนาดเล็กปลอดภัยกว่า

ใส่เครื่องดื่มร้อนได้ไหม

แก้วสุญญากาศส่วนใหญ่เก็บได้ทั้งร้อนและเย็น แต่ถ้าใช้ฝาหลอด ระวังน้ำร้อนพุ่งขึ้นมาตามหลอดจนลวกปาก เครื่องดื่มร้อนจึงเหมาะกับฝาแบบยกดื่มมากกว่า

น้ำอัดลมก็ต้องระวัง ถ้าปิดฝาสนิท แก๊สจะดันฝาจนน้ำพุ่งตอนเปิด ส่วนกาแฟกับชาเข้มทิ้งคราบและกลิ่นได้ ใช้แล้วควรล้างทันที ถ้ามีกลิ่นติด ลองแช่น้ำผสมเบกกิ้งโซดาแล้วล้างออก

แก้ว 1 ลิตรไม่เหมาะกับใคร

ถ้าคุณดื่มน้ำครั้งละไม่มาก ใช้แก้วที่ออฟฟิศที่มีตู้น้ำใกล้ ๆ หรือต้องพกแก้วเดินทางทั้งวัน แก้วขนาด 500 ถึง 700 มิลลิลิตรจะสบายกว่า เติมบ่อยขึ้นหน่อย แต่ไม่ต้องแบกน้ำหนักเกินกิโลกรัมไปทุกที่

วิธีอ่านรีวิวให้เจอปัญหาที่เกิดซ้ำ อย่างฝารั่วหรือสีลอก มีอยู่ใน เช็กก่อนซื้อของใน Shopee

เช็กก่อนกดสั่ง

  1. คิดน้ำหนักตอนใส่น้ำเต็ม ว่ายังถือสบายไหม
  2. ดูว่าฝากันรั่วจริง หรือกันได้แค่น้ำกระเด็น
  3. วัดช่องวางแก้วในรถ เทียบกับขนาดฐาน
  4. ยางซีลกับหลอดถอดล้างได้ และมีแปรงล้างหลอด
  5. ร้านระบุเกรดสแตนเลสชัดเจน
  6. อ่านรีวิวคะแนนต่ำเรื่องฝารั่ว สีลอก และกลิ่น

สินค้าที่เกี่ยวข้อง